แสงแดดร้าย...รังแกผิว..........

   สวัสดีค่ะเพื่อนๆ
...
ชาว BEAUTY REQUEST สำหรับครั้งนี้ กุ่งกุ๊ง ขอเสนอความรู้เรื่องแสงแดดค่ะ
   
เริ่มเรื่องดีกว่านะคะ แสงแดดร้าย...รังแกผิว ปัจจุบันแสงแดดเริ่มทวีความร้อนขึ้นเรื่อยๆ หนึ่งในสาเหตุนั้นคือ ชั้นโอโซนในบรรยากาศในบางจุดถูกทำลาย รังสีอัลตร้าไวโอเลตจึง สามารถส่องตรงถึงผิวโลกได้มากขึ้น แสงแดดจึงร้อนเพิ่มขึ้น และจะร้อนเป็นพิเศษในฤดูร้อน โดยเฉพาะประเทศไทย ซึ่งเป็นเมืองที่มีแสงแดดค่อนข้างร้อนจัดตลอดปี ดังนั้นตลอด 365 วัน ผิวของเราต้องเผชิญกับรังสีอัลตร้าไวโอเลตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นอกจากนี้แสงจากหลอดไฟก็สามารถมีรังสีอัลตร้าไวโอเลตได้ด้วยเช่นกัน ผิวที่เคยสดใสอาจเริ่มหมองคล้ำโดยไม่รู้ตัว เพราะรังสีอัลตร้าไวโอเลตเป็นต้นเหตุให้ผิวแก่ตัวได้ถึง 80% รวมทั้งทำให้เกิดริ้วรอย และผิวกระดำกระด่างได้ ความสำคัญของการใช้ผลิตภัณฑ์กันแดดจึงถูก นำมาใช้ช่วยปกป้องแสงแดดแก่ผิวอย่างเราๆ ที่ต้องเจอแสงแดดอยู่ทุกวัน การใช้ครีมกันแดดปกป้องผิวเป็นประจำจะช่วยปกป้องริ้วรอยก่อนวัย และยังช่วยซ่อมแซมผิวที่ถูกทำร้ายให้ค่อยๆ ปรับสภาพผิวให้ดีขึ้น
    แสงแดด...มีอิทธิพลต่อทุกชีวิตบนพื้นโลก ตั้งแต่โลกใบนี้ถือกำเนิดขึ้น คุณประโยชน์ที่มนุษย์ได้รับจากพลังงานแสงอาทิตย์มีมากมายไม่รู้จบ แต่...ในอีกแง่มุมหนึ่ง ในด้านศาสตร์ของความงาม แสงแดด...ถูกจัดให้เป็นหนึ่งในศัตรูตัวร้ายที่ทำลายผิวพรรณทั้งในระยะสั้นและระยะยาว การที่ผิวถูกแดดในระยะสั้นทำให้ผิวหนังเกิดผื่นแดงไหม้เกรียม หรือเป็นตุ่มพองได้ ส่วนในระยะยาว หากถูกแสงแดดจัดเป็นประจำจะทำให้เกิดริ้วรอยเหี่ยวย่นมากขึ้น ทำให้ผิวดูแก่ก่อนวัยอันสมควร และยังมีโอกาสเกิดโรคมะเร็งผิวหนังได้มากขึ้นอีกด้วย เพราะในแสงแดดประกอบด้วยรังสีอัลตร้าไวโอเลต (UV) ที่ทำปฏิกิริยาโดยตรงกับผิว โดยรังสียูวีแบ่งออกเป็น 3 ชนิด ดังนี้



1. รังสียูวี-เอ (UV-A) เป็นรังสีที่มีพลังงานต่ำ ไม่ทำให้เกิดผิวไหม้ในระยะสั้น แต่มีผลเสียต่อผิวในระยะยาว เพราะสามารถทะลุผ่านเข้าถึงผิวชั้นหนังแท้ (Dermis) ก่อให้เกิด อนุมูลอิสระทำลายผิว นอกจากนี้ยังเข้าไปทำลายเส้นใยคอลลาเจนและอีลาสติน ซึ่งทำหน้าที่คงความกระชับ และยืดหยุ่นผิวให้ลดประสิทธิภาพลง และยังอาจส่งผลต่อการเกิดมะเร็งที่ผิวหนังได้ด้วยค่ะ
2. รังสียูวี-บี (UV-B) เป็นรังสีที่มีพลังงานสูง มีความเข้มของแสงสูงสุดในตอนเที่ยงวัน และช่วงเวลาในฤดูร้อนที่มีอากาศร้อนจัด รังสียูวี-บี สามารถส่องตรงทำลายผิวชั้นหนังกำพร้า (Epidermis) ซึ่งเป็นผิวชั้นบนสุด ทำให้ผิวเปลี่ยนเป็นสีเข้มขึ้นเกิดความหมองคล้ำ จุดด่างดำและฝ้าได้ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เกิดจากเซลล์ที่ชื่อ เมลาโนไซด์ (Melanocyte) ที่อยู่บริเวณชั้นล่างสุดของชั้นหนังกำพร้า ทำหน้าที่สร้างเม็ดสีที่เรียกว่า เมลานิน (Melanin) ซึ่งเป็นตัวกำหนดสีผิวของแต่ละคนให้แตกต่างกัน เมื่อผิวได้รับรังสีนี้อยู่เป็นประจำก็จะเกิดการกระตุ้นให้สร้างเมลานินเพิ่มมากขึ้น จึงส่งผลให้สีผิวคล้ำมากขึ้น นอกจากนี้รังสียูวี-บียังอาจ เป็นสาเหตุให้เกิดมะเร็งผิวหนังได้เช่นกัน
3. รังสียูวี-ซี (UV-C) เป็นรังสีที่อันตรายต่อผิวมากที่สุด แต่ยังไม่สามารถทะลุผ่านชั้นบรรยากาศโอโซนลงมาถึงผิวโลกได้ ดังนั้นการป้องกันผิวจากรังสีอัลตร้าไวโอเลต จึงเป็นเรื่องสำคัญในการถนอมผิวและการป้องกันที่ดีที่สุด คือการใช้ผลิตภัณฑ์กันแดดที่สามารถป้องกันได้ทั้งรังสียูวี-เอ และยูวี-บี เพื่อปกป้องผิวจากแสงแดด และเป็นการถนอมผิว ไม่ให้เกิดความร่วงโรยก่อนกาลอันควรค่ะ

   การใช้ครีมกันแดดควรให้ปกป้องผิวได้ทั้งรังสียูวี-เอ และยูวี-บี ด้วยหลักการสะท้อนแสง โดยเคลือบอยู่ด้านบนของผิว และจะสะท้อนออก จะมีความปลอดภัยสูง และอ่อนละมุนสำหรับผิว ควรมีค่าเปอร์เซ็นต์การกรองแสงสูงถึง 95-97% ระยะเวลาในการปกป้องผิว จากรังสีอัลตร้าไวโอเลตได้ยาวนานประมาณ 7-9 ชั่วโมง
ANTI-FREE RADICAL สามารถยับยั้งการเกิดอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดริ้วรอย
WATER-RESISTANT สามารถกันน้ำและเหงื่อได้นานตลอดวัน
OIL-FREE สูตรปราศจากน้ำมัน ทำให้ไม่ทิ้งคราบความมันไว้ที่ผิวหลังการใช้ และสามารถใช้เป็นรองพื้นก่อนการแต่งหน้าได้ในตัว
       สำหรับครั้งนี้คงเป็นวิชาการไปนิดนะคะ แต่เห็นมีประโยชน์เลยหยิบมาฝาก สำหรับครั้งนี้ลาไปก่อนนะคะ บ๊ายบาย...ย

"กุ่งกุ๊ง"..... ^_^
kungkewkaw@hotmail.com

 

 


Copyright (c) 2000, kewkaw.com , All rights reserved.
ติดต่อทีมงาน : webmaster@kewkaw.com