สีผิวและรองพื้น...........

   สวัสดีค่ะเพื่อนๆ
... ชาว BEAUTY REQUEST
   
ห่างจากการ UPDATE มานาน สำหรับครั้งนี้กุ่งกุ๊งขอควบให้ 2 เรื่องเลยนะคะ จริงๆ แล้วข้อมูลความสวยความงามของผู้หญิงนั้นมีมากจริงๆ จนไม่สามารถจะจำได้หมด รายละเอียดปลีกย่อยมีมากมายไม่น้อย ลองเลือกดูนะคะว่าเราเหมาะกับอย่างไหน แล้วทำตามนั้นรับรองว่าสวยปิ๊งแน่นอนคะ

1. รู้จักสีผิวที่แท้จริงของตัวเองเพื่อการเมกอัพที่สวยงาม
หลังจากเรียนรู้แบบฉบับของตัวตนที่แท้จริงแล้วก็ควรรู้จักโทนสีผิวของตัวเองด้วย เพื่อการเลือกใช้สีเมกอัพให้ถูกต้อง สาวผิวโทนร้อนเหมาะกับเมกอัพโทนสีส้มหรือทอง ส่วนสาวผิวโทนเย็นจะเหมาะกับเมกอัพโทนสีฟ้า การตรวจสอบโทนสีผิวทำได้ง่ายๆ ดังนี้

1. ลองเทียบผิวกับเสื้อผ้าหรือเครื่องประดับสีเงินหรือทอง คนผิวโทนเย็นจะสวยในสีเงิน ส่วนผิวโทนร้อนจะสวยในสีทอง
2. สังเกตเส้นเลือดที่ข้อมือด้านใน คนผิวโทนร้อนเส้นเลือดจะออกสีเขียว คนผิวโทนเย็น เส้นเลือดจะออกเป็นสีฟ้า
3. ดูจากสีเหงือก คนผิวโทนร้อนเหงือกจะออกสีคล้ำ ผิวโทนเย็นเหงือกจะออกสีแดงสด เมื่อรู้แล้วว่าโทนสีผิวของเราเป็นแบบใด ต่อมาให้พิจารณาสีผมว่าเข้มหรืออ่อน ซึ่งผิวและผมแต่ละสีจะเหมาะกับเครื่องสำอางที่มีโทนสีสันแตกต่างกันคือ

ผิวโทนเย็น
- ผมสีเข้ม เหมาะกับสีน้ำเงินกรมท่า ดำ ขาว แดงสด ชมพูสด เทา และเงิน
- ผมสีอ่อน เหมาะกับสีน้ำเงินกลาง น้ำตาลปนชมพู ฟ้าเข้ม ชมพูแดง ม่วงลาเวนเดอร์ และม่วงพลัม

ผิวโทนร้อน
- ผมสีเข้ม เหมาะกับสีน้ำตาลเข้ม ทรายทอง เบจ ส้มสุกโทนทอง และเขียวตะไคร่น้ำ
- ผมสีอ่อน เหมาะกับสีน้ำตาลอมทอง ทรายทอง ชมพูอมส้มพีช ฟ้าอมเขียว และเหลืองทอง

แนวเมกอัพและเสื้อผ้าของสาวที่มีสีผิวและสีผมในโทนต่างๆ ควรอยู่ในโทนสีที่แนะนำเหล่านี้หรืออย่างน้อยก็ให้ใกล้เคียง การแต่งหน้าหรือใส่เสื้อผ้าและเครื่องประดับข้ามโทนเป็นเรื่องที่ต้องระวังอย่างยิ่ง เพราะนอกจากจะทำให้ดูไม่สวยอย่างที่ตั้งใจแล้ว ยังอาจทำให้มองแล้วขัดตาอีกด้วย

2. แต่งหน้าให้เหมาะกับสภาพผิวและเส้นผม
1. ผิวบอบบาง มีกระ ผมสีอ่อนปนแดง สีผิวและผมเช่นนี้เลือกเมกอัพได้ยาก จะดูดีกับเมกอัพเนื้อโปร่งใสมากกว่าแบบหนาหนัก ไม่ควรทาแป้งมากเพื่อจะกลบรอยกระ เพราะแป้งอาจทำให้ผิวดูแห้งมากขึ้นไปอีก เลือกดินสอเขียนคิ้วสีโทนอ่อนจะดีกว่าสีเข้มหรือสีดำ ใช้สีโทนเขียวหรือฟ้าสำหรับนัยน์ตา และสีแดงบางใสที่ริมฝีปากจะช่วยให้ดูมีชีวิตชีวาขึ้น เมกอัพกลางวันด้วยสีเทาหรือขี้เถ้า สีม่วงไลแล็กก็ดูดีสำหรับผิวแบบนี้ เลือกแก้มสีชมพูกุหลาบและปากสีเบอร์รี่ทุกเฉด ไม่ควรใช้มาสคาร่าสีดำ เพราะจะตัดกับดวงตาซึ่งมักมีสีอ่อนมากเกินไป
2. ผิวขาว ผมตรง ดูความขาวของผิวว่าอยู่ในโทนร้อนหรือเย็น แล้วจึงใช้เมกอัพให้เหมาะสม ข้อควรระวังสำหรับคนผิวขาวคือ ไม่ควรใช้อายแชโดว์สีฟ้าซีดๆ เพราะทำให้ดวงตาไม่สวยดึงดูดใจเท่าที่ควร และหากสีผิวไม่เข้มพอก็อย่าเผลอปัดแก้มด้วยสีส้มแบบอิฐ เมกอัพเนื้อแมตต์ทุกชนิดจะทำให้ผิวดูหม่นหมองเช่นเดียวกับบลัชออนโทนสีจัดๆ ที่ดูรุนแรงไป ควรเลือกมาสคาร่าสีน้ำตาลเข้มสำหรับกลางวัน เมกอัพโทนสีธรรมชาติประกายแวววาวเพื่อเน้นความสวยของดวงตา และลิปสติกเนื้อโปร่งใสสีกลางๆ ถึงสีอ่อนที่ดูไม่หนาหนัก
3. ผิวออกเหลืองคล้ำ ผมสีเข้ม สิ่งที่ไม่ต้องการเลยสำหรับสาวกลุ่มนี้ก็คือเมกอัพที่มีเนื้อผสมน้ำมันมากๆ พวกเธอเหมาะกับผลิตภัณฑ์แบบควบคุมความมัน (Shine Control) มากกว่า ควรใช้รองพื้นเนื้อแมตต์สำหรับบริเวณทีโซน ส่วนใหญ่สาวเอเชียจะมีสีผิวแบบนี้ ซึ่งเหมาะกับรองพื้นโทนออกเหลืองมากกว่าชมพู เมกอัพที่จำเป็นคือแป้งฝุ่น แต่อย่าโปะมากเกินไปจนดูหนาเป็นชั้นๆ ควรใช้อายไลเนอร์สีเข้มโทนน้ำตาลอมเหลือง ส่วนสีพาสเทลที่เปลือกตากับสีมุกที่ปากเป็นสิ่งต้องห้าม ลองเปลี่ยนเป็นลิปสติกเนื้อโปร่งใสแทนแล้วจะดูดีขึ้น ไม่ควรใช้บลัชออนสีส้มจัด เพราะจะทำให้หน้าดูซีดเหลือง ห้ามรองพื้นโทนชมพู และอย่าทาปากสีชมพูซีดๆ จะทำให้ดูเหมือนเพิ่งสร่างไข้ สาวที่มีผิวโทนนี้จะสวยซึ้งยามราตรี หากลองอายแชโดว์เนื้อมุกสีเขียวหยกหรือเทอร์คอยซ์ ทาปากสีเบจหม่นๆ และปัดมาสคาร่าสีดำเข้ม
4. ผิวเข้ม ผมดำ เมกอัพเนื้อฝุ่นจะทำให้สาวผิวเข้มดูโพลนและหมอง ควรเลือกเนื้อเจลที่อ่อนใสและโปร่งแสง ผิวแบบนี้จะดูดีในเมกอัพโทนสีเข้มหรือสดใสแบบแม่สีแท้ๆ การทาตาสีม่วงเข้มช่วยให้ดวงตาเด่นขึ้น เลี่ยงลิปสติกเนื้อแมตต์เพราะจะทำให้ปากดูแบนหนา ควรใช้บลัชออนสีม่วงพลัมจางๆ กับลิปสติกโทนแดงเบอร์รี่สดใส รวมทั้งไปได้สวยกับอายแชโดว์สีสด หรือเข้มจัด หากต้องการเพิ่มความสวยยามราตรีก็ทำได้ ด้วยการใช้เมกอัพเนื้อเจลออกประกายทองทาที่ใต้ตา แล้วเกลี่ยให้กลืนกับผิว ซึ่งจะทำให้โหนกแก้มดูเด่นชัดขึ้น
5. ผิวสูงวัย ผมสีอ่อนถึงขาว เป็นเวลาของการเอาใจใส่เรื่องเมกอัพเช่นเดียวกับการดูแลสภาพผิวที่เปลี่ยนไป รองพื้นเนื้อเงาขาวชนิดกระจายแสงจะช่วยให้ผิวดูมีชีวิตชีวาขึ้น เลือกบลัชออนสีพีชอ่อนกับแป้งฝุ่นเนื้อสีเหลืองปนชมพูอ่อนๆ จะดีที่สุด เตือนตัวเองว่าห้ามแต่งหน้าแบบหวือหวาอีกต่อไป เพราะไม่เหมาะกับวัยแล้ว ลิปสติกเฉดสีหม่นๆ ทั้งหลายจะทำให้ดูสวยเช่นเดียวกับการทาตาสีเทาควันจางๆ ไม่ควรใช้เมกอัพเนื้อแมตต์ที่ทำให้ผิวดูหมอง ส่วนแป้งโทนสีชมพูจัดๆ ก็จะฟ้องวัยที่แท้จริงมากขึ้นไปอีก ลิปสติกของวัยนี้ควรนึกถึงสูตรที่มีสารบำรุงริมฝีปากให้มากขึ้น และอย่าลืมใช้ดินสอเขียนขอบปากเพื่อต่อสู้กับการซึมเลอะของลิปสติก เทคนิคคือควรรองพื้นบริเวณปลายตาให้ห่างจากจุดหางตาพอควร จะช่วยดึงความสนใจไปจากริ้วรอยรอบดวงตาได้


3. รองพื้นเพื่อผิวสวยใส
- หากผิวเริ่มมันหลังรองพื้นได้ไม่นานให้หยดโทนเนอร์ 2-3 หยดผสมกับครีมรองพื้นลงบนฝ่ามือก่อนนำไปทาบนผิวหน้า หน้าจะมันน้อยลงและเครื่องสำอางจะติดทนนานขึ้น
- หากไม่มีคอนซีลเลอร์สำหรับแต้มสิวให้ใช้รองพื้นที่ค้างอยู่บริเวณคอขวดทาแทนได้ เพราะเนื้อของรองพื้นส่วนนั้นจะหนากว่าปกติ ด้วยวิธีนี้จะได้คอนซีลเลอร์ที่มีสีตรงกับสีผิวของเราด้วย หากไม่ได้เป็นคนมีผิวหน้ามัน อย่าเลือกรองพื้นเนื้อด้านหรือสูตรปลอดน้ำมัน รองพื้นเนื้อเบาสูตรกระจายแสงเป็นสูตร ที่เหมาะกับสภาพผิวทั่วไปมากที่สุดโดยเฉพาะผิวสูงวัย ควรรองพื้นเฉพาะบริเวณที่ต้องการจริงๆ เท่านั้น ไม่จำเป็นต้องทาทั่วทั้งใบหน้า


4. หลากผลิตภัณฑ์ความงามเพื่อการแต่งหน้าสวย
รองพื้น เป็นการเตรียมผิวหน้าให้สวยเนียน พร้อมรับสีสันของเมกอัพ ทำให้สีสันติดทนนานขึ้น ตรงตามความต้องการ รวมทั้งยังช่วยเป็นเกราะบังแดดและมลพิษที่จะเข้าสู่ผิวได้อีกด้วย ผู้หญิงหลายคนไม่ยอมใช้รองพื้นเพราะคิดว่าจะทำให้ผิวอุดตันและเกิดสิว จึงทาบลัชออนและอายแชโดว์ลงบนผิวโดยตรง ส่งผลให้เกลี่ยสีเมกอัพยากขึ้นและไม่เรียบเนียนเท่าที่ควร

- เลือกสีรองพื้น สีที่เหมาะคือเมื่อทาแล้วจะกลมกลืนไปกับสีผิวและจะทำให้ผิวดูผ่องนวลขึ้น อย่าเลือกรองพื้นเพราะหวังจะได้ผิวหน้าเป็นสีชมพู ในขณะที่สีผิวจริงเป็นสีคล้ำออกเหลืองเป็นอันขาด โทนสีของรองพื้นที่ใช้ควรเป็นโทนร้อนหรือเย็นเช่นเดียวกับสีผิว คนผิวโทนเย็นเหมาะกับรองพื้นสีออกชมพู ในขณะที่ผิวโทนร้อนจะเหมาะกับโทนสีออกเหลืองมากกว่า วิธีที่ดีที่สุดคือขอตัวอย่างรองพื้นจากผู้ขายมาทดลองทาผิวดูก่อน เพราะส่วนใหญ่รองพื้นที่อยู่ในขวดมักมีสีเข้มกว่าเมื่ออยู่บนผิว
- เลือกสูตรรองพื้น รองพื้นมีสูตรพื้นฐานอยู่ 3 สูตร
คือ
สูตรน้ำ (Water-base)
สูตรน้ำมัน (Oil-base)
และสูตรปลอดน้ำมัน (Oil-free)
โดยสูตรแรกใช้ง่ายที่สุด สูตรที่สองเหมาะกับผิวแห้ง และสูตรที่สามใช้กับผิวมันได้ดี แต่ต้องระวังว่าถ้าใช้สูตรที่สามกับผิวใต้ตา จะทำให้เห็นริ้วรอยย่นได้ง่าย วิธีแก้คือใช้ฟองน้ำชื้นๆ กดทับอีกครั้งหลังจากทารองพื้นแล้ว


5. วิธีทางรองพื้น
ควรทามอยส์เจอร์ก่อนรองพื้นทุกครั้ง เพื่อให้สามารถเกลี่ยได้เรียบเนียนยิ่งขึ้น ทารองพื้นบางๆ ก่อนแล้วค่อยๆ เพิ่มขึ้นเพื่อหน้าจะไม่ดูหนาเหมือนหน้าขนมเค้ก หากต้องการความเนียนแบบบางใส ให้ใช้ฟองน้ำชื้นๆ กดทับลงไป หรือเลือกใช้รองพื้นสูตรเนื้อเบา แต่ห้ามผสมน้ำลงไปในรองพื้นเด็ดขาดเพราะอาจเกิดเชื้อแบคทีเรียได้ ในการทารองพื้นแต่ละครั้งควรใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 10 นาที และควรใช้ฟองน้ำในการทารองพื้นมากกว่า เพราะนิ้วมืออาจดึงรั้งผิวแรงเกินไป หลังรองพื้นให้ใช้ฟองน้ำที่มีรองพื้นเหลือติดอยู่ทาบริเวณริมฝีปากด้วย อย่าใช้รองพื้นใหม่ทาที่ปาก เพราะจะทำให้ลิปสติกหลุดง่ายแทนที่จะติดทน ครีมปกปิดริ้วรอย (Concealer) ใช้เพื่อกลบรอยคล้ำใต้ตา เลือกสีคอนซีลเลอร์ที่อ่อนกว่ารองพื้นสัก 1 ระดับ เพื่อการปกปิดที่ได้ผลกว่า ควรทาก่อนรองพื้นเพื่อให้ไม่เป็นรอยหนาขึ้นมา การทาคอนซีลเลอร์เพื่อลบรอยสิว ทำได้โดยใช้พู่กันแต้มคอนซีลเลอร์แล้วทาตรงรอยสิว แล้วเกลี่ยให้กลมกลืน วิธีนี้จะทำให้ผิวส่วนที่เป็นสิวจะไม่ดูหนาเตอะ หลังการทาคอนซีลเลอร์และรองพื้นแล้วให้ใช้แปรงปัดที่ใต้ตาเบาๆ อีกครั้งเพื่อให้กลมกลืนยิ่งขึ้น ครีมปรับสีผิว (Color Corrector) ใช้ก่อนทารองพื้นและควรใช้เฉพาะบริเวณ ที่สีผิวผิดปกติมากๆ เท่านั้น ไม่แนะนำให้ใช้ตอนกลางวันหรือในแสงธรรมชาติ เพราะจะดูหลอกตากว่าใช้ในตอนกลางคืนหรือเมื่ออยู่ใต้แสงไฟ มีทั้งโทนสีเขียวและม่วง โดยสีม่วงใช้เพื่อลดความเหลืองของสีผิว ส่วนสีเขียวเพื่อลดรอยจ้ำแดง ในปัจจุบันมีครีมปรับสีผิวสีขาว เพื่อใช้ลดความเข้มของสีรองพื้น การใช้ผลิตภัณฑ์ชนิดนี้ต้องมีความชำนาญจริงๆ จึงจะดูสวยอย่างเป็นธรรมชาติ

วิธีเลือกเนื้อสัมผัสของเครื่องสำอาง
แบบฝุ่น เป็นที่นิยมที่สุดเพราะใช้ง่ายและพกพาสะดวก การเติมสีสันด้วยเครื่องสำอางแบบฝุ่น ควรทาหลังการรองพื้น และทาแป้งฝุ่นทับอีกชั้นหนึ่ง หากทาไปบนผิวหน้าเปล่าๆ บางครั้งจะทำให้ได้สีจัดเกินไป เมกอัพอาร์ทิสต์ส่วนใหญ่นิยมใช้เครื่องสำอางแบบนี้
แบบครีม เหมาะกับผิวแห้ง ผิวสูงวัย หรือผิวเสียจากแดดเพราะจะเกลี่ยได้ง่าย และไม่เกาะตัวเป็นริ้วรอยให้หน้าดูเป็นจ้ำๆ
วิธีใช้เมกอัพแบบครีมโดยเฉพาะบลัชออน ควรทาลงบนฝ่ามือก่อนแล้วค่อยทาลงบนใบหน้า เพื่อให้ได้สีสันที่เบาบางและมีปริมาณเหมาะสม
แบบเจล เป็นแบบที่ค่อนข้างโปร่งใส ดูสวย และให้ความรู้สึกเป็นธรรมชาติกว่าสองแบบแรก สามารถทาลงบนผิวหน้าที่เปลือยได้ดี เครื่องสำอางแบบเจลเป็นที่นิยมของวัยรุ่น และเนื่องจากเนื้อของผลิตภัณฑ์มีความโปร่งจึงเหมาะที่จะใช้ในฤดูร้อน ถ้าจะให้ดีควรใช้หลังการทามอยส์เจอร์ เพื่อให้ผิวลื่นและเกลี่ยเครื่องสำอางได้ง่าย ข้อควรระวังคือควรล้างมือหลังการใช้ เพื่อไม่ให้เจลที่ติดอยู่ตามนิ้วมือไปเลอะเทอะเสื้อผ้า

    เป็นไงบ้างคะ รายละเอียดที่ให้หวังว่าคงถูกใจนะคะ หากเพื่อนๆ อยากเปลี่ยนบุคลิกก็ลองเลือกเก็บเกี่ยวเป็นข้อมูลได้สบายๆ แล้วลองปฏิบัติดูนะคะ บ๊ายบาย...

"กุ่งกุ๊ง"..... ^_^
kungkewkaw@hotmail.com

 


Copyright (c) 2000, kewkaw.com , All rights reserved.
ติดต่อทีมงาน : webmaster@kewkaw.com