|
โค้ก
|
ด้วยความที่คิดว่าตัว "C" จะน่าสนใจเวลาโฆษณา จึงทำให้ จอห์น สไตท์ เพ็มเมอร์ตัน ตั้งชื่อเครื่องดื่มของเขาว่า "โคคา-โคลา" ลักษณะของเจ้าเครื่องดื่ม โคคา-โคลา ในยุคแรกนั้นไม่ใช่เหมือนอย่างที่เราเห็นในปัจจุบัน หากแต่มีลักษณะเป็นน้ำเชื่อมผสมโซดา กระทั่งปี 1888 เภสัชกรหนุ่มแห่งแอตแลนต้านาม อซา จี แซนด์เลอร์ ได้ซื้อสิทธิบัตรเครื่องดื่ม โคคา-โคลา ด้วยราคา 2,300 ดอลลาร์ หลังจากนั้นก็มีการปรับปรุงรสชาติและส่วนผสมของ โคคา-โคลา อย่างจริงจัง จนกลายเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมอันดับ 1 ของโลกมาจนถึงปัจจุบัน |
|
เป๊ปซี่
|
ปี1998 กาเลบ
แบรดแฮม แห่งเมืองนิวเบิร์น มลรัฐนอร์ทคาโรไลนาได้คิดค้นเครื่องดื่มน้ำอัดลมที่มีส่วนผสมจากผลของพืชตระกูลถั่ว
น้ำตาล วนิลา เครื่องเทศ และน้ำมัน แรกๆ เครื่องดื่มชนิดนี้ได้รับการตั้งชื่อจากเพื่อนๆ
ของ กาเลบ แบรดแฮม ว่า "น้ำของแบรด" แต่ กาเลบ แบรดแฮม เปลี่ยนมาตั้งชื่อเสียใหม่ว่า
"เป๊ปซี่-โคลา" เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 1898 และจดสิทธิบัตรเมื่อ 16 มิถุนายน
1903
ปี 1934 ได้มีการโฆษณาลดราคาเป๊ปซี่ทางวิทยุ และได้รับผลสำเร็จทำให้ยอดขายพุ่งกระฉูดเพียงชั่วข้ามคืน และหลังจากนั้นการโฆษณาก็กลายมาเป็นแผนการตลาดที่สำคัญเรื่อยมา |
|
ลีวาย
|
ไม่นานบรรดาชาวเหมืองต่างก็นิยมกางเกงของลีวาย จนผ้าทำเต็นท์ที่เขามีอยู่หมดไป หลังจากนั้น ลีวาย สเตราท์ จึงเปลี่ยนไปใช้ผ้าใบเรือมาใช้ตัดกางเกงชั่วคราว ต่อมาเขาก็สั่งให้ญาติที่นิวยอร์กส่งผ้าหนาๆ ทุกชนิดมาให้เขาเลือก เพื่อหาผ้าที่เหมาะสมที่สุดสำหรับลูกค้าของเขา และ ลีวาย สเตราท์ ยังได้ย้อมผ้าสำหรับตัดกางเกงของเขาเป็นสีน้ำเงินคราม โดยมีป้ายรูปม้าสองตัวติดอยู่ที่กางเกงด้วย ปี 1860 มีช่างตัดเสื้อชื่อ จาคอบ ดับเบิลยู ดาวิส แห่งรัฐเนวาดาได้ตอกหมุดที่มุมกระเป๋ากางเกงของคนงานเหมือง ลีวาย สเตราท์จึงนำวิธีการนี้มาใช้กับกางเกงของเขาบ้างเพื่อเพิ่มความทนทานของกางเกงนั่นเอง และจากกางเกงสำหรับชาวเหมืองในตอนแรก ก็ได้กลายมาเป็นแฟชั่นสำหรับวัยรุ่นหนุ่มสาวทั่วโลก รวมทั้งหนุ่มสาวชาวไทยเราเองที่ใส่กันเกร่อทั้งของแท้ของปลอม ถึงราคามันจะแพงสุดๆ แต่หลายคนก็ว่าคุ้ม เพราะใส่ได้นานปี ใส่ได้หลายครั้งค่อยซักยังไหว แต่ยังไงๆ ก็ถอดซักบ้างก็แล้วกันนะครับ |
|
โกดัก
|
|
|
แม็คโดนัลด์
|
หลายคนคงรู้จักว่าผู้ให้กำเนิดไก่ทอด
KFC คือใคร แต่น้อยคนจะรู้จักผู้ให้กำเนิดแม็คโดนัลด์ ซึ่งเป็นอาหารฟาสต์ฟู้ดยอดนิยมไม่แพ้กัน
บุรุษผู้ทำให้ชื่อเสียงของร้านแม็คโดนัลด์โด่งดังไปทั่วโลกมีชื่อว่า เรย์
คร็อก เรย์ คร็อก นั้นเดิมทีเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์การจัดจำหน่ายเครื่องผสมมิลค์เชคยี่ห้อหนึ่ง แต่แล้วเขาก็ทนเก็บความสงสัยไว้ไม่ไหวว่าทำไมร้านแห่งหนึ่งซึ่งมีขนาดไม่ใหญ่โตอะไรนัก แต่กลับสั่งซื้อเครื่องผสมมิลค์เชคของเขามากถึง 8 เครื่อง เรย์ คร็อกจึงตัดสินใจไปพิสูจน์ด้วยตัวเอง ร้านที่ว่าเป็นของสองพี่น้องตระกูลแม็คโดนัลด์ เรย์ คร็อกพบว่าร้านของทั้งคู่มีจุดเด่นและน่าสนใจ จึงให้ทั้งคู่เปิดสัมปทานขยายกิจการลักษณะเดียวกันนี้ไปทั่วประเทศ โดยแลกกับรายได้ 0.5 % ของยอดขาย ปี 1959 แฮรี่ ซอนนี่บอร์น ได้เป็นประธานบริษัทแม็คโดนัลด์ และมีการดำเนินกิจการอย่างจริงจัง ปี 1970 เปิดสาขาที่เนเธอร์แลนด์ ปี 1974 แม็คโดนัลด์ก็ขยายสาขาครบ 3,000 สาขา มาถึงอาหารที่ขายในร้านแม็คโดนัลด์ กันบ้างนะครับ ผู้ที่ขายแฮมเบอร์เกอร์ในร้านแม็คโดนัลด์เป็นคนแรกก็คือ อาร์ต เบนเดอร์ สมัยแรกๆ แม็คโดนัลด์เน้นขายแฮมเบอร์เกอร์กับชีสเบอร์เกอร์ ปี 1965 มีฟิเล็ต -โอ - ฟิชแซนด์วิช ขาย ปี1968 เริ่มขายบิ๊กแม็ค ซึ่งเป็นแซนด์วิชที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างยิ่ง |
|
ยิลเล็ตต์
|
สมัยเมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 18-19
นั้น การโกนหนวดแต่ละครั้งยังเต็มไปด้วยความยากลำบาก ทั้งไม่สะดวกและต้องเสี่ยงต่อการได้รับบาดแผลจากการใช้ใบมีดโกนแบบธรรมดา
จนกระทั่ง ปี ค.ศ. 1903 ใบมีดโกนแบบโกนได้อย่างปลอดภัยก็ออกวางขาย โดยผู้ประดิษฐ์ใบมีดโกนแบบนี้ก็คือ
คิงส์ ซี. ยิลเล็ตต์
คิงส์ ซี. ยิลเล็ตต์ เกิดที่มลรัฐวิสคอนซิน เมื่อปี ค.ศ.1855 เมื่ออายุ 21 ปี คิงส์ ซี. ยิลเล็ตต์ ก็ยึดอาชีพเซลส์แมนตระเวนขายสินค้าไปในที่ต่างๆ เขาเป็นคนชอบซ่อมแซมผลิตภัณฑ์โลหะที่เขาขาย และในที่สุดก็ประดิษฐ์ขึ้นมาขายเอง แต่ก็ไม่ค่อยประสบความสำเร็จเนื่องจากไม่มีเวลาโปรโมต จนกระทั่งวันหนึ่ง ขณะที่ คิงส์ ซี. ยิลเล็ตต์ กำลังโกนหนวดด้วยใบมีดทื่อๆ อยู่นั้นเอง เขาก็เกิดความคิดขึ้นมาว่าทำไมถึงไม่มีมีดโกนแบบคมๆ ราคาถูก เมื่อใช้จนทื่อก็ทิ้งได้เลย โดยไม่ต้องส่งไปลับให้คมเพื่อเอามาใช้ใหม่เหมือนอย่างที่เป็นอยู่ในตอนนั้น แต่ก็ใช่ว่าเขาจะประดิษฐ์ใบมีดในฝันได้สำเร็จภายในปีนั้นเลย คิงส์ ซี. ยิลเล็ตต์ ต้องใช้เวลาถึงแปดปีกว่าจะพัฒนาให้ใบมีดโกนหนวดแบบปลอดภัยออกวางจำหน่ายได้ ในปี ค.ศ. 1903 ซึ่งเป็นปีแรกที่ใบมีดโกนแบบปลอดภัยของ คิงส์ ซี. ยิลเล็ตต์ ออกวางจำหน่ายนั้น เขาขายตัวมีดโกนหนวดได้แค่ 51 อัน และขายใบมีดได้แค่ 168 ใบเท่านั้น ทว่าพอปีที่สองเขากลับขายมีดโกนหนวดได้ถึง 90,884 อัน และขายใบมีดโกนได้ถึง 123,648 ใบ จากนั้นยอดขายก็พุ่งพรวดเพิ่มขึ้นปีละหลายเท่าตัว นับเป็นความสำเร็จที่เขาปฏิวัติการโกนหนวดได้ หลังจากที่ชาวโลกต้องโกนหนวดอย่างลำบากมาเนิ่นนาน หลังจากที่มีดโกนยิลเล็ตต์ขยายการจำหน่ายออกไปเรื่อยๆ คิงส์ ซี. ยิลเล็ตต์ ก็ได้คิดหาโลโก้เพื่อเป็นสัญลักษณ์และเป็นเครื่องหมายของสินค้า และเนื่องจากที่ คิงส์ ซี. ยิลเล็ตต์ เป็นคนที่หน้าตาดี มีหนวดและผมหยักศกดกดำ นั่นจึงทำให้รูปของเขาได้กลายมาเป็นโลโก้ของใบมีดโกนยิลเล็ตต์เสียเอง ซึ่งทำให้ผู้คนทั่วโลกคุ้นกับภาพของเขาตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้ |