โค้ก       ชื่อของเครื่องดื่มยี่ห้อนี้ติดปากคนทั่วโลก แต่คุณรู้หรือไม่ ชื่อนี้มีที่มาอย่างไร  
เป๊ปซี่     คู่แข่งคู่ฮิตของโค้ก มีใครบ้างที่ไม่รู้จักเป๊ปซี่ มาดูกันเถอะว่าใครคือต้นตำรับ...  
ลีวาย      กางเกงยีนส์สุดเท่ของหนุ่มสาวต้องยกให้กับลีวาย นี่แหละ ต้นฉบับของกางเกงยืนส์ละ  
โกดัก     ผู้ปฏิวัติวงการถ่ายภาพ ใครคือผู้สร้างตำนานบทใหม่ อ่านได้ที่นี่  
แม็คโดนัลด์ แหล่งนัดพบของวัยรุ่นทั่วโลก ไปอ่านที่มาของร้านฟาสต์ฟู้ดร้านนี้กันเถอะ  
ยิลเล็ตต์   สมัยก่อนการโกนหนวดไม่ใช่ง่ายๆ อย่างนี้ ใครล่ะที่ทำให้การโกนหนวดสะดวกขึ้น  
     
     
     
     

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

โค้ก

 
โค้ก หรือ โคคา-โคลา เป็นสินค้าที่คนทั่วโลกต่างรู้จักและจดจำตราสินค้าได้ดียี่ห้อหนึ่ง ผู้ให้กำเนิดเครื่องดื่มยอดนิยมยี่ห้อนี้ก็คือ จอห์น สไตท์ เพ็มเมอร์ตัน อดีตทหารฝ่ายใต้ของสงครามกลางเมือง ผู้ซึ่งพยายามคิดค้นน้ำอัดลมยี่ห้อใหม่ๆ จนในที่สุดเขาก็ผสมสูตรได้สมกับความตั้งใจในวันที่ 8 พฤษภาคม 1886 โดยมีส่วนผสมที่สำคัญสองอย่างก็คือ "โคคา" ซึ่งเป็นใบไม้แห้งจากอเมริกาใต้ และ "โคลา" ซึ่งเป็นผลของพืชตระกูลถั่วชนิดหนี่ง
            ด้วยความที่คิดว่าตัว "C" จะน่าสนใจเวลาโฆษณา จึงทำให้ จอห์น สไตท์ เพ็มเมอร์ตัน ตั้งชื่อเครื่องดื่มของเขาว่า "โคคา-โคลา"
            ลักษณะของเจ้าเครื่องดื่ม โคคา-โคลา ในยุคแรกนั้นไม่ใช่เหมือนอย่างที่เราเห็นในปัจจุบัน หากแต่มีลักษณะเป็นน้ำเชื่อมผสมโซดา กระทั่งปี 1888 เภสัชกรหนุ่มแห่งแอตแลนต้านาม อซา จี แซนด์เลอร์ ได้ซื้อสิทธิบัตรเครื่องดื่ม โคคา-โคลา ด้วยราคา 2,300 ดอลลาร์ หลังจากนั้นก็มีการปรับปรุงรสชาติและส่วนผสมของ โคคา-โคลา อย่างจริงจัง จนกลายเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมอันดับ 1 ของโลกมาจนถึงปัจจุบัน
 

 

 

เป๊ปซี่

 
         ปี1998 กาเลบ แบรดแฮม แห่งเมืองนิวเบิร์น มลรัฐนอร์ทคาโรไลนาได้คิดค้นเครื่องดื่มน้ำอัดลมที่มีส่วนผสมจากผลของพืชตระกูลถั่ว น้ำตาล วนิลา เครื่องเทศ และน้ำมัน แรกๆ เครื่องดื่มชนิดนี้ได้รับการตั้งชื่อจากเพื่อนๆ ของ กาเลบ แบรดแฮม ว่า "น้ำของแบรด" แต่ กาเลบ แบรดแฮม เปลี่ยนมาตั้งชื่อเสียใหม่ว่า "เป๊ปซี่-โคลา" เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 1898 และจดสิทธิบัตรเมื่อ 16 มิถุนายน 1903
         ปี 1934 ได้มีการโฆษณาลดราคาเป๊ปซี่ทางวิทยุ และได้รับผลสำเร็จทำให้ยอดขายพุ่งกระฉูดเพียงชั่วข้ามคืน และหลังจากนั้นการโฆษณาก็กลายมาเป็นแผนการตลาดที่สำคัญเรื่อยมา
 

 

 

 

ลีวาย


ลีวาย สเตราท์

 

 
   กางเกงยีนส์ลีวายตั้งชื่อตามผู้ให้กำเนิด คือ ลีวาย สเตราท์ ชาวเยอรมัน (1829-1902) เมื่อปี 1850 ลีวาย สเตราท์ อพยพไปอยู่ที่ซานฟรานซิสโกเพื่อทำค้าขายกับพวกชาวเหมือง ระหว่างการเดินทาง ลีวาย สเตราท์ ได้ขายสินค้าที่เตรียมไปจนหมดสิ้น จะเหลือก็แต่เพียงผ้าใบพอสเตราท์เท่านั้น เมื่อไปถึงเหมือง ได้มีชาวเหมืองคนหนึ่งบอกกับเขาว่าเขาน่าจะหากางเกงที่ทนทานมาขายบ้าง นั่นจึงเป็นการจุดประกายให้กับลีวาย สเตราท์ ลีวาย สเตราท์ นำผ้าใบพอสเตราท์สำหรับทำเต็นท์ที่เหลืออยู่ไปให้ช่างตัดเสื้อตัดเป็นกางเกง เมื่อเสร็จแล้วก็นำออกไปขาย
            ไม่นานบรรดาชาวเหมืองต่างก็นิยมกางเกงของลีวาย จนผ้าทำเต็นท์ที่เขามีอยู่หมดไป หลังจากนั้น ลีวาย สเตราท์ จึงเปลี่ยนไปใช้ผ้าใบเรือมาใช้ตัดกางเกงชั่วคราว ต่อมาเขาก็สั่งให้ญาติที่นิวยอร์กส่งผ้าหนาๆ ทุกชนิดมาให้เขาเลือก เพื่อหาผ้าที่เหมาะสมที่สุดสำหรับลูกค้าของเขา และ ลีวาย สเตราท์ ยังได้ย้อมผ้าสำหรับตัดกางเกงของเขาเป็นสีน้ำเงินคราม โดยมีป้ายรูปม้าสองตัวติดอยู่ที่กางเกงด้วย
            ปี 1860 มีช่างตัดเสื้อชื่อ จาคอบ ดับเบิลยู ดาวิส แห่งรัฐเนวาดาได้ตอกหมุดที่มุมกระเป๋ากางเกงของคนงานเหมือง ลีวาย สเตราท์จึงนำวิธีการนี้มาใช้กับกางเกงของเขาบ้างเพื่อเพิ่มความทนทานของกางเกงนั่นเอง
            และจากกางเกงสำหรับชาวเหมืองในตอนแรก ก็ได้กลายมาเป็นแฟชั่นสำหรับวัยรุ่นหนุ่มสาวทั่วโลก รวมทั้งหนุ่มสาวชาวไทยเราเองที่ใส่กันเกร่อทั้งของแท้ของปลอม ถึงราคามันจะแพงสุดๆ แต่หลายคนก็ว่าคุ้ม เพราะใส่ได้นานปี ใส่ได้หลายครั้งค่อยซักยังไหว แต่ยังไงๆ ก็ถอดซักบ้างก็แล้วกันนะครับ…
 

 

 


โกดัก

 


จอร์จ อีสต์แมน

 

จอร์จ อีสต์แมน เจ้าของบริษัท อีสต์แมนโกดัก เริ่มธุรกิจการถ่ายภาพด้วยการเป็นบริษัทผลิตเพลทถ่ายรูปซึ่งใช้ในการถ่ายรูปในสมัยแรกๆ ปี 1880 จอร์จ อีสต์แมนยังผลิตเพลทถ่ายรูปจำหน่าย แต่พอปี 1885 เขาก็สามารถคิดค้นวิธีนำน้ำยาทาฟิล์มที่ใช้บันทึกภาพเคลือบกระดาษได้ นั่นหมายถึงว่าฟิล์มเนกกาตีฟของอีสต์แมนผลิตขายในรูปแบบเป็นม้วนๆ ได้โดยไม่ต้องใช้แผ่นเพลททีละแผ่นอย่างสมัยก่อน
            และจากการค้นพบนี้เองที่ทำให้ จอร์จ อีสต์แมน ผลิตกล้องถ่ายรูปที่ใช้กับฟิล์มแบบม้วน โดยใช้ชื่อว่าโกดัก กล้องโกดักรุ่นแรกทำเป็นกล่องขายราคา 25 ดอลลาร์ วางจำหน่ายครั้งแรกเมื่อปี 1888 โดยขายพร้อมกับฟิล์มซึ่งถ่ายได้ 100 ครั้ง แต่การล้างอัดนั้นจะต้องส่งกล้องพร้อมฟิล์มกลับบริษัท และจะได้คืนพร้อมกับฟิล์มม้วนใหม่ โดยใช้เวลาล้างอัดประมาณ 2 สัปดาห์
            จอร์จ อีสต์แมน บอกเล่าถึงการตั้งชื่อผลิตภัณฑ์ของเขาว่าที่ใช้ชื่อ "โกดัก" ก็เพราะเป็นชื่อที่สั้น สะกดง่าย และไม่มีความหมายใดๆ ทั้งสิ้น เพื่อความสะดวกในการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า
            กล้องโกดักรุ่นที่สองวางจำหน่ายหลังจากนั้นไม่นานนัก โดยถ่ายภาพได้ขนาดใหญ่ขึ้น และปี 1895 โกดักก็ได้ออกกล้องรุ่น "พ็อกเกต โกดัก" ซึ่งตัวกล้องมีขนาดเล็กลง และใช้เซลลูลอยด์ทำฟิล์มทำให้สามารถใส่ฟิล์มในที่สว่างได้ จึงไม่ต้องส่งกลับบริษัท และก็ได้มีการพัฒนากล้องรุ่นใหม่ๆ ออกมาสนองความต้องการของผู้ใช้เรื่อยๆ ปัจจุบันเรามีกล้องมากมายหลายยี่ห้อ แต่ยี่ห้อที่เราคุ้นเคยและรู้จักกันดีก็ยังเป็นยี่ห้อ "โกดัก" อยู่นั่นเอง

 

 

 

 

แม็คโดนัลด์

 

 
   หลายคนคงรู้จักว่าผู้ให้กำเนิดไก่ทอด KFC คือใคร แต่น้อยคนจะรู้จักผู้ให้กำเนิดแม็คโดนัลด์ ซึ่งเป็นอาหารฟาสต์ฟู้ดยอดนิยมไม่แพ้กัน บุรุษผู้ทำให้ชื่อเสียงของร้านแม็คโดนัลด์โด่งดังไปทั่วโลกมีชื่อว่า เรย์ คร็อก
            เรย์ คร็อก นั้นเดิมทีเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์การจัดจำหน่ายเครื่องผสมมิลค์เชคยี่ห้อหนึ่ง แต่แล้วเขาก็ทนเก็บความสงสัยไว้ไม่ไหวว่าทำไมร้านแห่งหนึ่งซึ่งมีขนาดไม่ใหญ่โตอะไรนัก แต่กลับสั่งซื้อเครื่องผสมมิลค์เชคของเขามากถึง 8 เครื่อง เรย์ คร็อกจึงตัดสินใจไปพิสูจน์ด้วยตัวเอง
            ร้านที่ว่าเป็นของสองพี่น้องตระกูลแม็คโดนัลด์ เรย์ คร็อกพบว่าร้านของทั้งคู่มีจุดเด่นและน่าสนใจ จึงให้ทั้งคู่เปิดสัมปทานขยายกิจการลักษณะเดียวกันนี้ไปทั่วประเทศ โดยแลกกับรายได้ 0.5 % ของยอดขาย
            ปี 1959 แฮรี่ ซอนนี่บอร์น ได้เป็นประธานบริษัทแม็คโดนัลด์ และมีการดำเนินกิจการอย่างจริงจัง ปี 1970 เปิดสาขาที่เนเธอร์แลนด์ ปี 1974 แม็คโดนัลด์ก็ขยายสาขาครบ 3,000 สาขา
            มาถึงอาหารที่ขายในร้านแม็คโดนัลด์ กันบ้างนะครับ ผู้ที่ขายแฮมเบอร์เกอร์ในร้านแม็คโดนัลด์เป็นคนแรกก็คือ อาร์ต เบนเดอร์ สมัยแรกๆ แม็คโดนัลด์เน้นขายแฮมเบอร์เกอร์กับชีสเบอร์เกอร์ ปี 1965 มีฟิเล็ต -โอ - ฟิชแซนด์วิช ขาย ปี1968 เริ่มขายบิ๊กแม็ค ซึ่งเป็นแซนด์วิชที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างยิ่ง
 

 

 

 

ยิลเล็ตต์

 

 


คิงส์ ซี. ยิลเล็ตต์

 
        สมัยเมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 18-19 นั้น การโกนหนวดแต่ละครั้งยังเต็มไปด้วยความยากลำบาก ทั้งไม่สะดวกและต้องเสี่ยงต่อการได้รับบาดแผลจากการใช้ใบมีดโกนแบบธรรมดา จนกระทั่ง ปี ค.ศ. 1903 ใบมีดโกนแบบโกนได้อย่างปลอดภัยก็ออกวางขาย โดยผู้ประดิษฐ์ใบมีดโกนแบบนี้ก็คือ คิงส์ ซี. ยิลเล็ตต์
            คิงส์ ซี. ยิลเล็ตต์ เกิดที่มลรัฐวิสคอนซิน เมื่อปี ค.ศ.1855 เมื่ออายุ 21 ปี คิงส์ ซี. ยิลเล็ตต์ ก็ยึดอาชีพเซลส์แมนตระเวนขายสินค้าไปในที่ต่างๆ เขาเป็นคนชอบซ่อมแซมผลิตภัณฑ์โลหะที่เขาขาย และในที่สุดก็ประดิษฐ์ขึ้นมาขายเอง แต่ก็ไม่ค่อยประสบความสำเร็จเนื่องจากไม่มีเวลาโปรโมต จนกระทั่งวันหนึ่ง ขณะที่ คิงส์ ซี. ยิลเล็ตต์ กำลังโกนหนวดด้วยใบมีดทื่อๆ อยู่นั้นเอง เขาก็เกิดความคิดขึ้นมาว่าทำไมถึงไม่มีมีดโกนแบบคมๆ ราคาถูก เมื่อใช้จนทื่อก็ทิ้งได้เลย โดยไม่ต้องส่งไปลับให้คมเพื่อเอามาใช้ใหม่เหมือนอย่างที่เป็นอยู่ในตอนนั้น แต่ก็ใช่ว่าเขาจะประดิษฐ์ใบมีดในฝันได้สำเร็จภายในปีนั้นเลย คิงส์ ซี. ยิลเล็ตต์ ต้องใช้เวลาถึงแปดปีกว่าจะพัฒนาให้ใบมีดโกนหนวดแบบปลอดภัยออกวางจำหน่ายได้ ในปี ค.ศ. 1903 ซึ่งเป็นปีแรกที่ใบมีดโกนแบบปลอดภัยของ คิงส์ ซี. ยิลเล็ตต์ ออกวางจำหน่ายนั้น เขาขายตัวมีดโกนหนวดได้แค่ 51 อัน และขายใบมีดได้แค่ 168 ใบเท่านั้น ทว่าพอปีที่สองเขากลับขายมีดโกนหนวดได้ถึง 90,884 อัน และขายใบมีดโกนได้ถึง 123,648 ใบ จากนั้นยอดขายก็พุ่งพรวดเพิ่มขึ้นปีละหลายเท่าตัว นับเป็นความสำเร็จที่เขาปฏิวัติการโกนหนวดได้ หลังจากที่ชาวโลกต้องโกนหนวดอย่างลำบากมาเนิ่นนาน
            หลังจากที่มีดโกนยิลเล็ตต์ขยายการจำหน่ายออกไปเรื่อยๆ คิงส์ ซี. ยิลเล็ตต์ ก็ได้คิดหาโลโก้เพื่อเป็นสัญลักษณ์และเป็นเครื่องหมายของสินค้า และเนื่องจากที่ คิงส์ ซี. ยิลเล็ตต์ เป็นคนที่หน้าตาดี มีหนวดและผมหยักศกดกดำ นั่นจึงทำให้รูปของเขาได้กลายมาเป็นโลโก้ของใบมีดโกนยิลเล็ตต์เสียเอง ซึ่งทำให้ผู้คนทั่วโลกคุ้นกับภาพของเขาตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้
 

 


Copyright (c) 2000, kewkaw.com , All rights reserved.
ติดต่อทีมงาน : webmaster@kewkaw.com